เลิกเป็นคนขี้แพ้ซะที

ถ้าเลือกได้คงไม่ใครอยากป่วย แต่เมื่อป่วยแล้ว ต้องรู้จักหาวิธีรับมือ แก้ให้ถูกจุด โดยเฉพาะใครที่อยากเป็นผู้แพ้ราบคาบให้กับโรคภูมิแพ้ตลอดชีวิต ลองมาทำความรู้จักกับโรคนี้ดู

โรคภูมิแพ้ มีสาเหตุมาจากการถ่ายทอดทางพันธุกรรม หากบิดา มารดา หรือญาติเป็น จะมีโอกาสเป็นภูมิแพ้มากกว่าคนอื่น คนที่เป็นภูมิแพ้อาจมีอาการเช่น จมูกอักเสบ หอบหืด หรือผื่นคัน ดังนั้น เมื่อทราบว่าเป็นภูมิแพ้แล้ว อันดับแรกที่ควรทำคือ การหลีกเลี่ยงสิ่งที่ทำให้แพ้
1.ผู้ที่แพ้ฝุ่น (ซึ่งไรฝุ่นเป็นสารก่อภูมิแพ้ที่สำคัญ โดยเฉพาะฝุ่นบ้านซึ่งเป็นสิ่งมีชีวิตขนาดเล็กที่มองไม่เห็นด้วยตาเปล่า) จึงควรจัดการกับห้องนอนเป็นสิ่งแรกเพราะห้องนอนเป็นห้องที่มีจำนวนไรฝุ่นมากที่สุดในบ้าน โดยเฉพาะบนที่นอนซึ่งสามารถมีไรฝุ่นอาศัยอยู่ถึง 4 ล้านตัว นอกจากนั้นคนเรายังใช้เวลาหนึ่งในสามของทั้งหมดในการนอน การลดจำนวนไรฝุ่นสามารถทำได้โดยการใช้ที่นอนและหมอนที่ทำจากใยสังเคราะห์แทนนุ่นหรือขนนก การซักผ้าปูที่นอนและปลอกหมอนด้วยน้ำร้อนและปั่นแห้งด้วยความร้อน (อุณหภูมิสูงกว่า 130 องศาฟาเรนไฮต์ หรืออุณหภูมิสูงกว่า 60 องศาเซลเซียส) หรือตากแห้งในแสงแดด การไม่เก็บตุ๊กตายัดไส้ไว้ในห้องนอน การใช้มู่ลี่แทนม่าน และการไม่ใช้พรม นอกจากนั้นคนที่แพ้ไรฝุ่นไม่ควรกวาดบ้านหรือปัดฝุ่นเอง แต่ถ้าจำเป็นก็ควรมีผ้าปิดจมูก
2.ผู้ที่แพ้เชื้อรา ควรพยายามลดความชื้นในบ้านซึ่งอาจทำได้โดยการเปิดเครื่องปรับอากาศ นอกจากนั้นการปิดหน้าต่างยังป้องกันไม่ให้สปอร์ของเชื้อราจากภายนอกเข้ามาในบ้าน ท่านควรกำจัดบริเวณที่ชื้นภายในบ้าน เช่น ถาดรองใต้ตู้เย็นและกระถางต้นไม้ วอลเปเปอร์ ม่านห้องน้ำ และห้องน้ำที่อับชื้น การล้างบริเวณดังกล่าวด้วยน้ำยาฟอกผ้าขาว เช่น คลอร็อกซ์ สามารถกำจัดเชื้อราได้
3.ผู้ที่แพ้ละอองเกสรหญ้าและต้นไม้ สามารถหลีกเลี่ยงโดยการปิดหน้าต่างเพื่อป้องกันไม่ให้เกสรปลิวเข้าบ้านและการไม่ออกจากบ้านในเวลาสายและบ่ายซึ่งเป็นเวลาที่มีเกสรในอากาศสูงที่สุด
4.ผู้ที่แพ้ขนและรังแคจากสัตว์ ไม่ควรเลี้ยงสัตว์ที่มีขน แต่ถ้าหลีกเลี่ยงไม่ได้ควรให้สัตว์อยู่นอกห้องนอนตลอดเวลาแม้จะไม่อยู่บ้าน สารก่อภูมิแพ้จากแมวสามารถตกค้างอยู่ในบ้านได้อีกหลายเดือนหลังจากแมวออกไปจากบ้าน
5.ผู้ที่แพ้อาหาร ควรปรึกษาแพทย์ก่อนที่จะเปลี่ยนแปลงนิสัยการรับประทานจนอาจมีผลต่อภาวะโภชนาการ และก่อนซื้ออาหารควรอ่านฉลากให้ชัดเจนว่าอาหารนั้นมีส่วนประกอบอะไรบ้าง. ขอบคุณข้อมูลบางส่วนและติดตามข้อมูลฉบับเต็มที่ thaihealth